แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกษตร แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

โมเดล "1 ไร่ 1 แสน" ทำง่าย...ไม่ยากจน



ในขณะที่สังคมกำลังจับจ้องข้อเสนอการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน ซึ่งมีรายละเอียดส่วนหนึ่งส่งผลกระทบถึง แลนลอร์ดและ เกษตรกรล้วนแล้วแต่มีกระแสทั้งติ - ชม แต่หากมองอีกมุม ก็ถือได้ว่า ตรงกรอบที่ คปร. ปักธง โยนหินถามทางไว้ว่า สังคมไทยจะคิดเห็นกันอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้

เช่นเดียวกันกับ นโยบายที่พุ่งเป้าไปที่เกษตรกรอย่างโครงการ “1 ไร่ 1 แสนที่ถูกนำเสนอผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยได้โต้โผใหญ่ อย่างนายดุสิต นนทะนาคร ซึ่งควบตำแหน่งในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ขับเคลื่อน ตามนโยบาย การปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทย ภายใต้แนวทางการลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้

เมื่อปี 2553 โครงการ “1 ไร่ 1 แสนนำร่อง 6 เดือน (มิ.ย. พ.ย.) ที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเกษตรกรรวมถึงสังคมต่างสงสัยถึงความน่าจะเป็นว่า พื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้มากถึง 1 แสนเชียวหรือ ?

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ประการหนึ่งที่เห็นชัดเจนขณะนี้คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 19 ราย โดยใน 8 รายแรกเข้าร่วมโครงการอย่างเต็มรูปแบบมีรายได้เฉลี่ยถึง 147,705.50 บาท

ในขณะที่อีก 11 รายที่เข้าร่วมบางส่วนมีรายได้เฉลี่ย 11,277.45 บาท

ขณะเดียวกันต้นทุนของการทำนา 1 ไร่จากเดิม 10,000 บาท ลดฮวบหลายเท่าตัวเหลือเฉลี่ยเพียง 2,292 บาทต่อไร่ นับได้ว่าประสบความสำเร็จไม่น้อย ส่งผลให้เกษตรกรทั่วประเทศแห่เดินทางมาเยี่ยมชมแปลงต้นแบบในจังหวัดขอนแก่นกว่า 1,000 คนในเวลาถัดมา

แนวทางขับเคลื่อนเรื่องนี้นั้น นายดุสิต บอกว่า ตั้งเป้าจะขยายโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ไร่ โดยเฉลี่ยจังหวัดละ 84 ครัวเรือน พร้อมแจกจ่ายคู่มือทำนา 1 แสน 1 ไร่ กว่า 200,000 เล่มให้เกษตรกรทั่วประเทศ และจะเริ่มทดลองสิ่งใหม่ จากเดิมที่มีเพียง นาข้าวสู่ แปลงมันสำปะหลังเพื่อขยายผลความสำเร็จของโครงการต่อไป

ซึ่งเมื่อมีตัวเลขความสำเร็จ ให้เห็นกันแล้ว แนวนโยบายในอนาคตก็พร้อมสรรพ เรามาลองทำความรู้จักโครงการ “1 ไร่ 1 แสนให้มากกว่านี้เสียหน่อย....

ปฐมบท 1 ไร่ 1 แสน

ที่มาของโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ถือได้ว่า ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบที่ 4 ของเกษตรทฤษฏีใหม่ ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มีแนวคิดเสมือนทำพื้นที่ให้เป็น เกาะด้วยวิธีการขุดลอกคูคลองกว้าง - ลึก 1 เมตร ล้อมรอบบริเวณผืนดิน ขยายคันนาจากปกติที่เคยกว้าง 50 เซนติเมตรเป็น 1.5 เมตร เพื่อให้พื้นที่เพียงพอต่อการปลูกพืชผักผลไม้ตามกระแสความต้องการรายท้องถิ่น โดยส่วนที่เหลือจึงเป็นบริเวณแปลงนา

จากเดิมที่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในอัตรา 30 : 30 : 30 : 10 อันหมายถึง ขุดสระเก็บกักน้ำทำประมงขนาดย่อม 30% พื้นที่ทำนา 30% ปลูกพืชผักผลไม้ 30% และเป็นที่อยู่อาศัยในสัดส่วน 10%

ขณะที่สภาหอการค้าไทยนำเสนอให้คงสัดส่วนเดิมไว้ เพียงแต่ต้อง กระชับพื้นที่ให้ระบบนิเวศเกื้อกูลต่อกัน

ในอดีตเกษตรกรมักมีความเชื่อว่า หากเลี้ยงปลาในนาข้าวจะเสียหาย ในขณะเดียวกันหากเลี้ยงเป็ดที่แปลงนาจะย่ำข้าวเสียหาย และกินกบที่เลี้ยงไว้หมด แต่โครงการ 1 ไร่ 1 แสนนี้ สนับสนุนให้เลี้ยงทุกอย่างไว้ในแปลงเดียว โดยเชื่อกันว่า หากมีการบริหารจัดการที่ดี ควรปล่อยอะไรก่อนหรือหลัง จะทำให้การกสิกรรม (ข้าวในแปลง) ปศุสัตว์ (เป็ดที่คันนา) และประมง (ปลาในบ่อ) อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา ?!?

นอกจากการบริหารจัดการให้ถูกวิธีแล้วนั้น การทำความเข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดเป็นหัวใจสำคัญ

ยกตัวอย่าง ปลาแต่ละชนิดมีวิธีการกินอาหารในระดับน้ำที่แตกต่างกันออกไป ปลาไนกินอาหารใต้พื้นดิน ปลานิลกินกลางน้ำ และปลาสวายอยู่ผิวน้ำ หากเข้าใจได้ดังนี้ ก็สามารถเลี้ยงปลาทั้งสามได้โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน

เจาะลึกจะรู้ว่า มูลของปลาปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดการหมักหมม ก็ส่งหอยขมลงไปจัดการ นั่นเท่ากับว่า 1 แหล่งน้ำ ทำการประมงได้อย่างน้อยถึง 4 ชนิดเลยทีเดียว ดูเหมือนอะไรต่อมิอะไรจะดูง่ายไปหมด ตั้งแต่อธิบายมา แต่กระนั้นก็ยังมีสาเหตุที่ทำให้ “1 ไร่ 1 แสนไม่สำเร็จตามเป้าหมายเหมือนกัน

วิชาเดียวที่พวกเขาขาดไม่ได้คือ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาจากการสนทนากับประธานโครงการ 1 ไร่ 1 แสน นายอดิศร พวงชมภู ที่มองว่า แก่นแท้สำคัญในโครงการนี้ จะมีมากหรือยากจนขึ้นอยู่กับการ พึ่งตนด้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่

เทคโนโลยีบนวิถีประยุกต์

ทุกวันนี้ลูกทุกคนอกตัญญูต่อแม่ หันไปทำ นาบาป มากกว่า นาบุญ จนเราเผลอป้อนยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงให้แม่กิน เมื่อแม่พระธรณี และพระแม่โพสพได้รับอาหารที่เป็นพิษ สุดท้ายเมล็ดข้าวที่กินก็ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แล้วเราจะโทษใคร ตัวเองหรือเทวดา ?” นายอดิศร เกริ่นนำถึงผลเสียของสารเคมี ก่อนที่จะเสนอทางออกถึงสารอาหารอินทรีย์ที่มีชื่อว่า สรรพสิ่งอะตอมมิคนาโน

สิ่งมีชีวิตทุกประเภทบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะ คน สัตว์ หรือพืช ต้องการสารอาหาร และพลังงานไปหล่อเลี้ยงเซลล์ของตน ยิ่งทำให้อาหารถูกดูดซึมเข้าเม็ดเซลล์เร็วขึ้นเท่าไหร่ นั่นเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสเจริญเติบโตให้กับสิ่งเหล่านี้นายอดิศร ย้ำให้เห็นหัวใจสำคัญของการทำงาน

นั่นเท่ากับว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตไม่ต้องสูญเสียเวลาในการจัดเรียงโมเลกุลใหม่ จึงทำให้การเจริญเติบโตของผลผลิตสมบูรณ์ขึ้น

เขาบอกว่า จากผลการทดลองพบมูลของสัตว์ที่ได้กินอาหารผสมสรรพสิ่งนี้ หากเป็นสัตว์ที่กินเนื้อจะเกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า แพลงตอนสีแดง ในทางกลับกันหากเป็นสัตว์ที่กินพืช จะเกิดแพลงตอนสีเขียว นั่นเท่ากับว่าเราได้อาหารของปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ มาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แถมยังทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตไปโดยปริยาย

หากพูดตามภาษาชาวบ้าน อะตอมมิคนาโนอาจเรียกได้ว่า ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่นอกจากจะเป็นมิตรต่อธรรมชาติแล้ว ยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงไปหลายเท่าตัวจากตัวเลขหลักพัน เหลือเพียงแค่หลักร้อย อดิศร บอกว่า เพราะ สรรพสิ่งอะตอมมิคนาโนได้เข้าไปปรับสมดุลของธรรมชาติให้เข้าที่แล้ว ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เกษตรกรอาจไม่จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องก็ได้

ต้นทุนลด รายได้เพิ่ม

1 ในชาวนานำร่องโครงการ 1 ไร่ 1 แสน อย่าง ส.ต.อ.สมัย สายอ่อนตา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรอินทรีย์ตำบลบ้านดง จังหวัดขอนแก่น วัย 43 ปี พร้อมกับสมาชิกครอบครัว 6 คน ที่ผันชีวิตมาเป็นเกษตรกรเล่าให้ฟังว่า

แรกเริ่มไม่มีใครมั่นใจมากนัก มีคนหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไปว่าพื้นที่ 1 ไร่ จะทำกำไรได้อย่างไร"

จนเมื่อเขาได้รับการอบรม ได้เดินทางไปศึกษาแปลงนาทดลองที่จังหวัดนครปฐม จึงเห็นว่า มีลู่ทางประสบความสำเร็จ จากนั้นได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

หากหักค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการขุดลอกคลอง 4,000 บาทแล้ว ต้นทุนการผลิตจากเดิม 1,500 บาท ในการจ้างแรงงาน ซื้อมัดกล้า และค่าอาหารสัตว์ การทำโครงการนี้กลับช่วยลดต้นทุนให้เหลือเพียง 600 บาทต่อไร่ โดยเฉพาะ การเปลี่ยนรูปแบบการทำนาจากเคยใช้ นาดำ จ้างแรงงานนำมัดกล้ามาปักดำ เป็น นาโยน ซึ่งพ่อตาผมอายุ 81 ปี ใช้เวลาทำคนเดียวแค่ 45 นาที ทำให้เราประหยัดทั้งต้นทุน และเวลาได้มากพอสมควร

เมื่อแจกแจง เปิดตัวเลขในบัญชีรายรับรายจ่ายให้เห็นกันแล้ว ส.ต.อ.สมัย บอก...แทบไม่น่าเชื่อ สมัยก่อนเคยจ้างแรงงานทำนาเต็มพื้นที่ 50 ไร่ กลับขาดทุนมากกว่าการทำนา 4 ไร่ ด้วยแรงงานครอบครัวเพียง 6 คนเสียอีก

แม้ปัจจุบัน ส.ต.อ.สมัย ยังไม่สามารถทำรายได้ถึง 1 แสนบาทตามเป้าของโครงการ แต่เขาก็พอใจ จากเดิมที่มีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักหมื่น

นี่ยังไม่นับ เงินที่จะเข้ากระเป๋าในอนาคต หากถึงเวลาจับปลา จับกบ หรือเก็บพืชผัก อย่าง ตะไคร้ มะละกอ ไปขาย

ส.ต.อ.สมัย ยังเล่าให้หลายคนได้อิจฉาเล่นๆ ว่า ทุกวันนี้เมื่อไปตลาด เขาแทบจะซื้อแค่น้ำปลา กับเกลือ 2 อย่างเท่านั้น ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ วัตถุดิบที่จะอาหารที่เหลือหลากหลายชนิด หาได้จากบริเวณเรือกสวน ไร่นาของเขาเอง

นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรผู้นี้ บอกอย่างภาคภูมิใจด้วยว่า 6 ชีวิตในครอบครัวของเขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากขึ้น จากเคยจ้างแรงงาน ผันสู่กิจกรรมครัวเรือน ชุมชนเข้มแข็งสามัคคีเข้าใจ แบ่งปลูกพืชท้องถิ่นตามความถนัดเฉพาะ และแลกเปลี่ยนผลผลิตแทนการซื้อกิน

ทำให้ทุกวันนี้ ส.ต.อ.สมัย และชุมชนตำบลบ้านดงมีแต่รอยยิ้ม จากเครือข่ายที่รวมตัวกันทำเกษตรอินทรีย์เพียง 40 คน บัดนี้มีเครือข่ายองค์กรที่ร่วมวงศึกษากว่า 140 คน ภายในเวลาไม่ถึงปี

ขณะที่อุปสรรคในมุมมองของ ส.ต.อ.สมัย นั้น นอกจากการพึ่งตนเองแล้ว บริบทของพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากอยู่ในบริเวณที่ไม่มีน้ำหมุนเวียนก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันการหนุนเสริมจากส่วนกลางเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับเกษตรกร นั่นอาจหมายรวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

รัฐบาลทุกสมัยนิยมตั้งเป้าหมายประเทศถึงการขายข้าวให้เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ใช้วิธีกดราคาให้ต่ำลง เพื่อสร้างปริมาณการส่งออก จึงส่งผลกระทบต่อชาวนาไทยมาจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นในระดับท้องถิ่นต้องคิดทวนกระแสเปลี่ยนจากการขายข้าวสารเป็นข้าวเปลือก จากพึ่งสารเคมีเป็นใช้ภูมิปัญญาประยุกต์ จากปลูกเพื่อส่งออกเป็นพอกิน และขายเมื่อเหลือ เชื่อว่า เพียงเท่านี้พื้นที่ 1 ไร่ 1 แสน ทำง่ายแต่ไม่จน อย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ข้าวหอมมะลิไทย บุกโปรโมตฮ่องกง

“พาณิชย์”ขน ข้าวหอมมะลิไทย บุกโปรโมตฮ่องกง ดันขึ้นเหลา รีสอร์ท โรงแรมหรู สร้างภาพพรีเมี่ยมหวังเพิ่มยอดขาย

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 54 นางปราณี ศิริพันธ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกและสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ฮ่องกง เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร โฮเฟ็กซ์ 2011 ที่ฮ่องกง วันที่ 11-14 พ.ค.นี้ โดยนำข้าวหอมมะลิไทยและเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยไปประชาสัมพันธ์ให้ผู้เข้าร่วมงาน โดยเฉพาะร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท เข้าใจถึงคุณลักษณะพิเศษของข้าวหอมมะลิไทยที่มีคุณค่าและคุณภาพชั้นเลิศ มีความแตกต่างจากข้าวอื่นจากประเทศจีน

“การเข้าร่วมงานจะเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้บริโภคฮ่องกง ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทชั้นนำ ทั้งในฮ่องกงและในภูมิภาคเอเชีย และเป็นการแสดงศักยภาพการเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก รวมทั้งขยายโอกาสทางการค้าให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวฮ่องกงตั้งแต่ผู้นำเข้าจนถึงผู้บริโภคระดับครัวเรือน นักท่องเที่ยวชาวจีน และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก ผ่านงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง”

นางปราณีกล่าวว่า งานแสดงสินค้าอาหาร โฮเฟ็กซ์ 2011 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและบริการนานาชาติที่สำคัญงานหนึ่งในภูมิภาคเอเชียและเป็นงานแสดงสินค้าใหญ่ที่สุดในฮ่องกง โดยมีผู้เข้าร่วมงานที่เป็นผู้ประกอบการด้านธุรกิจอาหารและบริการจากทั่วโลกกว่า 30,000 คน จาก 50 ประเทศ นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิที่สำคัญของไทย โดยปี 53 ฮ่องกงนำเข้าข้าวทั้งสิ้น 3.4 แสนตัน และนำเข้าข้าวไทยสูงสุดถึง 2.2 แสนตัน คิดเป็น 64.8% เป็นข้าวหอมมะลิไทย 1.69 แสนตัน สำหรับไตรมาสแรกของปี 54 (ม.ค.-มี.ค.) นำเข้าข้าวจากไทยแล้ว 5.4 หมื่นตัน เป็นข้าวหอมมะลิไทย 4.2 หมื่นตัน

“ความร่วมมือในการขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยในฮ่องกง เกิดขึ้นตามนโยบายของ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ที่ได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้ค้าข้าวฮ่องกงและเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-ฮ่องกง เพื่อกำหนดกลยุทธ์และแนวทางการรักษาและขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยในฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิไทยที่สำคัญของไทย ซึ่งคณะทำงานได้กำหนดแนวทางในการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยโดยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญเพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของข้าวหอมมะลิไทยในกลุ่มผู้บริโภคชาวฮ่องกง”

ที่มา เดลินิวส์

ทักทายครับ

สวัสดีครับ

โอ้วห่างหายไปเลยครับ พอดีเจ้าของบล็อคประสพกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ จิตใจเลยซวยเซไป บัดนี้พร้อมแล้วครับ พร้อมที่จะเข้าประจำการ คัดสรรบทความดีๆให้ได้อ่านกันครับ.

วันพุธที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

เกษตรอินทรีย์ มีรายได้ตลอดปี

“แต่ก่อนไม่รู้เป็นอะไรเจ็บป่วยบ่อยมาก พอไปตรวจเลือดจึงได้รู้ว่ามีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก นี่คงเป็นผลพวงของการทำเกษตรโดยใช้สารเคมีมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ร่างกายก็แข็งแรงขึ้น ต้นทุนในการผลิตลดลง เงินเก็บก็เยอะขึ้นด้วย” ลุงสว่าง อินต๊ะ หมอดินอาสาของสถานีพัฒนาที่ดินเชียงใหม่ บ้านท่ากว้าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เล่าให้ฟัง

ลุงสว่าง เคยทำเกษตรเคมีมาก่อน แต่พอหลังจากได้ไปอบรมและศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการตรวจสุขภาพโดยการตรวจเลือด และพบสารพิษในร่างกายขั้นอันตราย จากนั้นจึงได้กลับมาทบทวนดูว่าคงทำเกษตรเคมีต่อไปไม่ได้แล้ว จึงได้เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์แทน โดยเริ่มจากการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ประกอบกับที่ตนเป็นหมอดินอาสา ของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีโอกาสไปศึกษาอบรมในเรื่องของการลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร การลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งได้รับปัจจัยการผลิตที่กรมพัฒนาที่ดินหยิบยื่นให้ เช่น สารเร่งจุลินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ แล้วค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงเรื่อย ๆ

ในการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรในช่วงแรกนั้นจะค่อย ๆ ลดปริมาณการใช้ลง เช่น เมื่อก่อนใช้ปุ๋ยเคมี 5 กระสอบต่อ 1 ไร่ ก็ลดปริมาณการใช้ลงเหลือ 2 กระสอบต่อ 1 ไร่ แต่จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกลงไปแทน จากนั้นจึงลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีเรื่อยมา จนปัจจุบันนี้แทบไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยหากไม่จำเป็น

ปัจจุบันลุงสว่างปลูกพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรเป็นหลัก เช่น โหระพา กระเพรา แมงลัก และใบยี่หร่า มีพื้นที่ในการปลูก 2 ไร่ มีรายได้จากการเก็บพืชผักสวนครัวเหล่านี้ขายวันละ 300-500 บาท และสามารถเก็บขายได้ทุกวันตลอดทั้งปี ทำให้มีเงินเหลือเก็บประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อปี

นอกจากนี้ สวนของลุงสว่างยังเป็น ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ มีเกษตรกรในท้องถิ่นมาดูงานปีละไม่ต่ำกว่า 800-900 คน โดยเกษตรกรที่มาอบรมจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง การลดต้นทุนการผลิต การลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการทำเกษตรเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ด้วย

“ปัจจุบันตั้งแต่หันมาทำเกษตรอินทรีย์ ในด้านสุขภาพไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยเหมือน แต่ก่อน ที่สำคัญสุขภาพจิตก็ดีขึ้นด้วย ส่วนในด้านของต้นทุนการผลิตนั้น เมื่อก่อนตอนปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรพอเก็บผลผลิตแล้วก็ ต้อง ไถทิ้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างรถมาไถประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง อีกทั้งปุ๋ยเคมีมีราคาแพงมาก แต่เมื่อหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ได้ผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยชีวภาพใช้เองโดยนำเศษวัสดุเหลือจากการทำเกษตร มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน จึงสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้มากถึง 60%” นายสว่าง กล่าวย้ำ

สุดท้ายนี้ก่อนจาก ลุงสว่าง ยังได้ฝากคำแนะนำดี ๆ มายังเพื่อนเกษตรกรด้วยว่าการทำเกษตรเคมีทำให้มีรายจ่ายสูง หากเกษตรกรรายใดยังทำอยู่ ถ้าสามารถลดละเลิกได้ก็ควรทำ หันมาเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์โดยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกดีกว่า นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มากแล้ว ยังทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งพิสูจน์มาแล้วกับตัวเอง

หากเกษตรกรรายใดสนใจวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ที่สามารถสร้างทั้งสุขภาพที่ดี และรายได้ตลอดทั้งปีอย่างลุงสว่าง อินต๊ะ สามารถสอบถามเพิ่มเติมไปได้ที่ 08-9634-5361 รับรองว่าจะได้ข้อมูลอย่างไม่มีกั๊กแน่นอน.

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553

วิจัยเกษตรอินทรีย์ เพิ่มธาตุอาหารในดิน

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดินทำการศึกษาวิจัย ผลของการทำเกษตรกรรมแบบเกษตรอินทรีย์ต่อปริมาณธาตุอาหารในดิน โดยได้คัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรีและสระแก้ว รวม 11 อำเภอ 16 ตำบล รวม 163 ตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพดินในพื้นที่ของเกษตรกรที่มีการทำ เกษตรอินทรีย์ ประเภทไม้ผล พืชผักและสมุนไพรมามากกว่า 3 ปี และมีการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองจากวัสดุที่มีในท้องถิ่น เปรียบเทียบกับพื้นที่ของเกษตรกรข้างเคียงซึ่งไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์

จากการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจสอบในภาคสนามพบว่าระดับ ค่าความเป็นกรดเป็นด่างในพื้นที่ที่ทำเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มว่าเพิ่มขึ้น กว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังพบว่าพื้นที่ที่มีการทำเกษตรอินทรีย์มากกว่า 3 ปี จะมีระดับธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในสัดส่วนที่สูงกว่าพื้นที่ที่ไม่ มีการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะปริมาณฟอสฟอรัสและปริมาณโพแทส เซียม แต่สำหรับพื้นที่ที่มีระดับของธาตุอาหารต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ยังมีความจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับการใช้ปุ๋ย อินทรีย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นซึ่งกรมฯ มีโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลงที่สามารถช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีได้ ตามสัดส่วนการใช้ในปริมาณที่ถูกต้องยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นที่ดินและพืชต้องการ.

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม 2553

วันพฤหัสบดีที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เกษตรกรยุค SM

ตลาดสินค้าเกษตร.....จำแนกออกหลายระดับ คือมีตั้งแต่ระดับท้องถิ่นแบกับดิน จนถึง ชั้นสูงเข้าห้องแอร์ซื้อขายกันล่วงหน้า ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า

และหากจะมองถึงรูปแบบโดยทั่วไป ก็มีหลายแห่งหลายสถานที่ ซึ่ง เกษตรกรนำสินค้ามาขายแก่ผู้รับซื้อ บางแห่งก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของราคาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากเกษตรกรไม่ทราบสถานการณ์

เพื่อลดปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างต่อเนื่อง ตลาดไท อันเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบขายส่งและขายปลีก จึงได้นำข้อมูลราคาสินค้าเกษตรใส่ลงในเว็บไซต์ ตลาดไทดอทคอม www.talaadthai.com รายงานความเคลื่อนไหวของ ราคาสินค้าเกษตร ในแต่ละวัน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

แต่ก็มีปัญหา สำหรับกลุ่มผู้ที่เป็น เกษตรกร ผู้ค้า และ รถเร่ ที่ต้องการทราบข้อมูล...เนื่องจากไม่มีสถานที่เหมาะสม ขาดคอมพิวเตอร์ให้เปิดเข้าไปดูเว็บไซต์

นายพีระพงศ์ สาคริก รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) จึงปรับรูปแบบการพัฒนา เพื่อให้ทุกกลุ่มได้เข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนแท้จริง และประหยัด ด้วยการนำระบบ ซอฟต์แวร์ ในการส่งข้อความ ราคาสินค้าเกษตร ผ่านระบบ SMS ทาง โทรศัพท์มือถือทุกระบบ....โดยให้บริการมาตั้งแต่ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา

...ข้อมูลที่ได้นำเสนอผ่าน SMS นี้ เจ้าหน้าที่จะออกสำรวจ ราคาสินค้าในตลาดไท ก่อนเวลา 12.00 น. จากจำนวนผู้ซื้อ-ผู้ขายหลายร้านหลายแผง ทำให้เกิดชัดเจนและแน่นอนทุกวัน ก่อนรายงานข้อมูล

สมาชิกที่ต้องการรับทราบข้อมูล มีการแบ่งแยกเป็น 2 ประเภท คือ สมาชิกข้อมูลราคา สินค้าทางเว็บไซต์ (แบบเดิม) จะได้รับบริการข้อมูลราคาสินค้าเกษตรผ่านเว็บไซต์และ SMS จำนวน 3 รายการต่อวันและ สามารถเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าได้ด้วยตนเอง

กับ สมาชิก SMS...ผู้สมัครสามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ หมายเลข 0-2908-4490-9 ต่อ 276,265 จะได้รับข้อความราคาสินค้าเกษตรผ่านโทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 รายการต่อวัน เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโปรแกรมให้สามารถดู ราคาสินค้าย้อนหลังได้ถึง 3 ปี เพื่อนำไปประกอบการวิเคราะห์ราคาสินค้า รวมทั้งจะเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับ ราคาปุ๋ยเคมี ยา และสถานที่ติดต่อซื้อขายได้เพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย

...การที่เกษตรกรผู้ผลิต ได้รับข้อมูลราคาสินค้าเกษตรที่แท้จริงชัดเจน ก็สามารถ มีปากมีเสียง มีอำนาจ ในการ ต่อรองเจรจาซื้อขายสินค้า กับ พ่อค้าคนกลาง...ได้ทันท่วงที

ก็....เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร ที่จะยืนหยัดการผลิตสินค้าเกษตรบนฐานข้อมูล....โดย ไม่หมิ่นเหม่ต่อความเสี่ยง...!!!
ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ