ตำนานอาชีพ
พันธ์ ทรงประเสริฐ
ชีวิตต้องสู้ของ ลุงเต่า เป็ดย่าง-หมูแดง-หมูกรอบ แก่งคอย
ผม เขียนตำนานอาชีพฉบับนี้ด้วยความชื่นชมและยินดีกับเจ้าของเรื่องราวเป็นอัน มาก เพราะว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าใครได้อ่านหรือได้ไปพบปะหน้าตาของลุงเต่า เจ้าของร้านขายข้าวหน้าเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ เจ้าอร่อยของเมืองแก่งคอย ที่เอาชนะอุปสรรคนานาชนิด
ด้วยรูปร่างและหน้าตาของลุงเต่าที่ ผิดแปลกไปจากชายไทยแบบธรรมดา ความผิดแปลกหรือความเป็นข้อด้อยในรูปร่าง ไม่ได้ทำให้ลุงเต่าท้อถอยหรือย่นย่อต่อชะตาชีวิตที่ไม่สามารถเลือกเกิดได้ ลุงเต่าเอาชนะอุปสรรคนานาชนิดด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง จนสามารถยืนหยัดสู้ชีวิตมาล้างภาพพจน์ของตัวเองจนก้าวขึ้นสู่ทำเนียบนักสู้ อย่างทรนง
ท่านที่เคารพครับ ผมกำลังนำท่านให้รู้จักกับ ชายร่างเตี้ยแคระที่มีชื่อว่า ลุงเต่า แห่งอำเภอแก่งคอย ที่ประกอบอาชีพขายข้าวหน้าเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ที่ใครๆ ต่างยกย่องว่าอร่อยมาก แม้ว่าบางครั้งจะต้องทนหิวเพื่อรอเวลาให้ลุงเต่ามาเปิดร้านเร็วๆ แต่ทุกคนก็มีใจที่จะรอการมาปรากฏตัวของลุงเต่า นั่นหมายถึงว่าได้เวลาอร่อยแล้ว เตรียมตัวลุยได้เลย
ผมเดินทางมาที่ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ตามกำหนดการเดิมคือจะไปทำธุระที่จังหวัดลพบุรี และหาโอกาสแวะเยี่ยมลูกศิษย์ที่เปิดร้านสเต๊กมาได้ 3 ปีเศษ คือ ร้านสเต๊กมือถือ หรือที่รู้จักกันในนาม สเต๊กเจ๊ดาโฟนช็อป ที่ทำร้านขายสเต๊ก 39 บาท ควบคู่ไปกับธุรกิจหลักคือ ขายโทรศัพท์มือถือ เป็นที่รู้จักของคนแก่งคอยเป็นอย่างดี
ในช่วงเวลาอาหารกลางวัน เจ๊ดา หรือชื่อจริงคือ คุณธัญญลักษณ์ ตระกูลพิบูลย์ชัย ได้พาผมไปรับประทานอาหารกลางวัน แถมยังทราบมาว่าผมชอบเขียนถึงเรื่องราวร้านอาหารที่อร่อยและมีความเป็นมาที่ น่าสนใจ จึงพาผมไปที่ร้านลุงเต่า อยู่ที่หน้าสถานีรถไฟแก่งคอย
คณะ ของผมใช้เวลานั่งรอเพื่อสรรหาความอร่อยอย่างน่าหงุดหงิด รวมไปถึงบรรดาลูกค้าจำนวนมากเขาก็กำลังรอเจ้าของร้าน รวมทั้งผมใช้เวลารอคอยเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งธรรมดาแล้วกำหนดเวลาเปิดร้านจะอยู่ที่ประมาณ 09.30-10.00 น. ทุกวัน แต่วันนี้กลับสายโด่งเกือบจะเที่ยงแล้ว ลุงเต่ายังไม่ปรากฏกายเลย เพราะว่ามีรายการสั่งอาหารกล่องประมาณ 100 กล่อง เป็นข้าวหน้าเป็ดแบบรวมมิตร เลยต้องจัดการให้ลูกค้าที่สั่งจนครบถ้วนเรียบร้อยจึงสามารถออกมาเปิดร้านขาย ที่ร้านได้ตามปกติ
ลูกค้าหลายคนรวมทั้งคณะของผมเริ่มมีสีหน้ายิ้มออก เพราะเสียงตะโกนของบรรดาวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ใกล้ๆ กับร้านลุงเต่า ให้พรรคพวกชาววินเตรียมตัว เพราะต้องช่วยขนของอุปกรณ์การขายให้กับลุงเต่าเป็นประจำทุกวัน
ลุง เต่ามาพร้อมรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง บรรทุกสัมภาระมาเต็มคันรถ มีภรรยานั่งซ้อนท้าย พร้อมด้วยลูกสาวที่ขับมอเตอร์ไซค์อีกคันไล่หลังตามกันมา
ลุงเต่าจัด แจงเตรียมอุปกรณ์การขายและสั่งการให้ภรรยาและลูกสาว จัดการรับคำสั่งจากลูกค้า และบรรดาชาววินมอเตอร์ไซค์ก็รีบช่วยจัดวางพวกที่จะทำขาย เช่น หมูย่าง หมูแดง และเป็ดย่าง และบรรดาสัมภาระที่เกี่ยวข้องกับการขายให้เสร็จสรรพเรียบร้อย
ลุง เต่าเป็นคนเตี้ยแคระ แต่ก็ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และคล่องแคล่วมาก พูดเสียงดังฟังชัดเจน สังเกตจากการสับเป็ดหั่นหมูลงจานข้าวที่ลูกสาวและภรรยาตักเตรียมพร้อมไว้ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
อาหารทุกจานมีปริมาณที่เหมาะสมกับราคาที่ จัดว่า ถูกกว่าราคาในเมืองใหญ่ๆ ลุงเต่าให้ปริมาณที่มากกว่าบรรดาร้านขายข้าวหน้าเป็ดโดยทั่วไปเกือบเท่าตัว
ผม สังเกตหน้าตาของบรรดาลูกค้าที่กำลังตักข้าวเข้าปาก เห็นสีหน้าแสดงออกถึงความสุขใจที่ได้มาชิมอาหารของลุงเต่า สมกับการรอคอย รวมถึงคณะของผม ต่างก็ชื่นชมกับรสชาติของเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ทุกเมนูหมดเกลี้ยงไปชั่วพริบตา ผมขอรับประกันได้ว่า ใครที่ได้มาชิมข้าวหน้าเป็ดของลุงเต่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน รสชาติเข้มข้นเหมือนอาหารจีนแบบกวางตุ้งอย่างแท้จริง
ผมนั่งรอเวลา เพื่อให้ลุงเต่าว่างเพื่อที่จะขอสัมภาษณ์และขอถ่ายรูป ลุงเต่าก็ใจดี อนุญาตให้สัมภาษณ์ได้ แต่หากจะรอให้ว่างเห็นท่าจะไม่มีโอกาส เลยต้องสัมภาษณ์ทางเทปไปและสับเป็ดสับหมูพร้อมๆ กันไป ก็ได้ใจความที่เป็นรายละเอียดพอประมาณ
ลุงเต่ามีชื่อจริงว่า คุณสมจิตร ม่วงน้อย ปัจจุบันอายุ 52 ปี เป็นคนจังหวัดปทุมธานี โดยกำเนิด อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีอาชีพทำสวน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ โตขึ้นมาหน่อยก็ชอบเที่ยวเตร่เร่ร่อนไปตามสถานที่ต่างๆ จนกระทั่งเข้าวัยหนุ่มก็มาอยู่ที่ย่านสถานีรถไฟสามเสน สมัครเข้าทำงานเป็นพนักงานยกหนังสือพิมพ์ของไทยรัฐ ซึ่งในสมัยก่อนเขาจัดส่งหนังสือพิมพ์ไปยังต่างจังหวัดทางรถไฟขบวนช่างเย็นๆ ส่วนเวลาว่างก็ไปสมัครล้างจานที่ขายอาหารประเภทข้าวหน้าเป็ด หมูกรอบ หมูแดง ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟสามเสน
เริ่มแรกก็ไม่ได้ ตั้งใจจะไปสมัครงาน แต่เพราะว่าเกิดไปติดสาวน้อยนางหนึ่งที่ทำงานในร้านอาหาร ก็เลยอยากจะใกล้ชิดจึงขอสมัครไปทำงานเพื่อจะได้จีบมาเป็นแฟน ลุงเต่าเป็นคนสนใจงาน เห็นเขาปิ้งย่างเป็ด หมูกรอบ หมูแดง ก็เลยใช้วิธีเข้าไปดูเขาทำกัน แบบครูพักลักจำ
ช่วงระยะเวลา 1 ปีเท่านั้น ลุงเต่าก็เก็บเกี่ยวเอาความรู้ที่ได้เห็นมาและประสบการณ์ที่ได้เป็นลูกมือ เขามาบ้าง รวมไปถึงรางวัลชีวิตชิ้นใหญ่คือ ได้แฟนมาด้วย 1 คน คบหากันจนตกลงใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยา
ลุงเต่าตัดสินใจเดินทางไป ที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านเดิมของภรรยา ยึดอาชีพเป็นกรรมกรรับจ้างงานทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างเตี้ยเล็ก แต่ลุงเต่าก็ไม่ท้อถอย ทำงานแบกหามได้ทุกชนิด
อยู่บ้านภรรยาที่จังหวัดสุรินทร์ได้ประมาณ ปีเศษๆ ก็ย้ายกลับมาอยู่ที่แก่งคอย เนื่องจากมีญาติผู้ใหญ่เป็นนายสถานี และที่แก่งคอยนี้ ลุงเต่าเริ่มมีความคิดที่จะค้าขายแบบเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน โดยมีภรรยาเป็นผู้ช่วย เพราะหากว่ายังยึดอาชีพเป็นกรรมกรรับจ้างงานทั่วไป อนาคตคงจะไม่รุ่ง ครั้นจะไปสมัครทำงานตามร้านทั่วไป นายจ้างก็ไม่ค่อยจะมั่นใจในความสามารถของลุงเต่าว่าจะทำได้สักแค่ไหน สุดท้ายมาลงเอยที่จะเปิดร้านขายข้าวหน้าเป็ดย่างและหมูแดงหมูกรอบเป็นของตัว เอง
ลุงเต่า เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นขายอาหารเป็นของตัวเองในช่วงปี 2525 เพราะคิดแล้วดีกว่าไปทำงานอื่น ความรู้ที่ได้มาจากเป็นลูกน้องเขามาก่อน และจำเทคนิคต่างๆ ที่ได้เห็นมา มีความมั่นใจว่าตัวเองทำได้แน่นอน จึงลงมือเปิดขายทันที
เริ่มแรกที่ เปิดร้าน ลุงเต่า เล่าให้ฟังว่า ยังขายไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเป็นต่างจังหวัด ความนิยมที่จะรับประทานเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ยังไม่แพร่หลาย และเป็นอำเภอเล็กๆ คนยังน้อย แต่ลุงเต่าก็ไม่ท้อถอย ขายมากขายน้อยก็อดทน คิดว่าสักวันหนึ่งชีวิตจะดีขึ้นและประสบความสำเร็จแน่นอน
ลุงเต่า เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า กว่าที่จะมีลูกค้าที่มาช่วยกันอุดหนุนหนาแน่นแบบทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาหลายปี อาศัยที่มีความอดทนสูง มีจิตใจอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ค้าขายแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ขายไม่แพง และให้คุณภาพควบคู่กับปริมาณที่เหมาะสม ลูกค้าจึงให้การยอมรับในรสชาติความอร่อย และส่วนใหญ่เป็นคนในท้องที่ รู้จักคบค้ากันมาก่อน เขาคงจะทราบว่า เป็นคนทำมาค้าขายอย่างจริงจัง จึงให้การสนับสนุนมาตลอด ช่วยกันบอกกล่าวโฆษณาปากต่อปากจนใครๆ ที่มาอำเภอแก่งคอย ต้องแวะมาอุดหนุนอาหารของลุงเต่า บางครั้งก็มีรายการวิทยุโทรทัศน์มาถ่ายทำเรื่องราวของลุงเต่า รวมถึงหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ ก็เลยดังใหญ่ ใครๆ ก็อยากมาดูตัวจริงของลุงเต่า
ลุงเต่าใช้เป็ดปักกิ่งตัวโตมาย่าง ซึ่งลุงเต่า บอกว่า เป็ดปักกิ่งตัวโต เนื้อเยอะ ไม่เหนียว ส่วนหมูแดง หมูกรอบ ใช้หมูมาย่างในถังน้ำมันตามแบบฉบับของร้านอาหารดังๆ ในกรุงเทพฯ ในสไตล์แบบจีนกวางตุ้ง เริ่มย่างตั้งแต่เช้ามืด พอสายหน่อยก็เตรียมตัวออกมาจัดร้านที่เขาแบ่งให้เช่าหน้าร้าน อยู่กันมาได้ 27 ปี เข้าให้แล้ว
ลุงเต่าจะมาเปิดร้านประมาณ 09.30-10.30 น. ทุกวัน นอกเหนือจากหากมีลูกค้าสั่งจองข้าวกล่อง ประมาณว่า 100 กล่อง ก็ต้องออกสายสักหน่อย เพราะต้องจัดเตรียมให้ลูกค้าที่สั่งจองก่อน แล้วจึงออกมาเปิดร้านต่อไป
ลุงเต่าเป็นคนน่ารัก น่าคบค้าสมาคม จิตใจดี มีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก โดยจะเห็นบรรดาพรรคพวกที่ช่วยเหลือ ขนย้ายอุปกรณ์การขายให้ลุงเต่ากันอย่างพร้อมเพรียง คอยช่วยเหลือจัดหาและให้ความสะดวกจัดส่งอาหารกล่องของลูกค้า ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนฝูงชาววินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด
ทุกวันนี้ ลุงเต่า กับภรรยาที่มีชื่อว่า คุณตุ๊กตา ยังคงขายข้าวหน้าเป็ดอย่างมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก มีหลักฐานที่มั่นคง มีลูกชาย 1 คน และลูกสาว 1 คน ที่เป็นคนช่วยเหลือและเป็นลูกมือของลุงเต่ามาโดยตลอด มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อต่อลูกค้าและซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ รักษาความสะอาด ใช้ของดีมีคุณภาพ รักษามาตรฐานความอร่อยและราคาขายที่ไม่เอาเปรียบลูกค้า จึงทำให้ลุงเต่ามีลูกค้าที่เหนียวแน่นมาตลอด
ลุงเต่าให้ข้อคิดใน การทำการค้าขายให้ประสบความสำเร็จว่า เวลาขายของอย่าเครียด อย่าทำหน้าบึ้ง คุยสนุกสนาน เป็นกันเองแบบเพื่อนฝูง อย่าใช้อารมณ์กับลูกค้า ทำได้อย่างนี้ก็โอเคครับ
อยากจะมาเที่ยวที่อำเภอแก่งคอย และแวะชิมเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ของลุงเต่า ก็เชิญได้ครับ ร้านอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟแก่งคอย อยู่ตรงเสาธงขนาดใหญ่เป็นที่สังเกต ถามว่าร้านลุงเต่าหรือลุงเตี้ยใครๆ ก็รู้จักครับ จะได้ชิมของดีราคาไม่แพงไปกว่าร้านทั่วๆ ไป แต่รสชาติต้องขอบอกว่า นายพัน การันตี ครับ โทรศัพท์หาลุงเต่าได้ที่ (089) 081-5058 ตัวจริงเสียงจริงรอต้อนรับอยู่ครับ
จบไปอีกฉบับแล้ว ตำนานอาชีพฉบับหน้าเป็นเรื่องอะไรต้องติดตามครับ สวัสดี
วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 15 ฉบับที่ 237
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษกิจพอเพียง แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒
วันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒
เคยมีคนบอกว่ารอบของชีวิตคนเราทุก 7 ปีจะมีการเปลี่ยนแปลง

คำตอบของชีวิต สิริยากร พุกกะเวส
เคยมีคนบอกว่ารอบของชีวิตคนเราทุก 7 ปีจะมีการเปลี่ยนแปลง
หญิงสาวผมซอยสั้นทรงเก๋ในชุดกระโปรงลายจุดสวมทับด้วยแจ๊คเก็ตทะมัดทะแมงดูสะดุดตาเมื่อเดินเข้ามาในร้านกาแฟเล็กๆ ย่านสุขุมวิท เธอส่งเสียงทักทายอย่างร่าเริง ก่อนเปิดกล่องของขวัญที่ถือมาด้วยพลางโชว์ให้ชมฝีมือถัก นิตติ้งเป็นผ้าพันคอลายสวยที่เตรียมนำไปร่วมประมูลในงานการกุศลที่จะ มีขึ้นตอนบ่าย...เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บ่งบอกว่าสาวสวยคนนี้ทำอะไรได้มากมายเหลือเกิน
แต่ครั้นเมื่อลงนั่งคุยกันแล้วลองให้ย้อนทบทวนความเป็นไปในชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา กลับได้มองเห็นชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนไปในทางทำอะไรต่อมิอะไรน้อยลง หากล้วนแต่เลือกแล้วว่าทั้งหมดที่ทำไปนั้นดีพอสำหรับชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา คนรักการใช้ชีวิต ที่เฝ้าติดตามผลงานสไตล์ OOM Living Day คงเห็นการจากไปของนิตยสาร OOM แต่มีพ็อกเก็ตบุ๊คภายใต้คอนเซ็ปต์ OOM Lifestyle Book ของสำนักพิมพ์ OOM เข้ามาแทนที่ ขณะเดียวกัน
ในระยะหลังมานี้ก็ดูเหมือนจะได้เห็น อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานบุญ (หรือที่หลายคนเรียกว่างานเพื่อสังคม) ถี่ขึ้นอีกด้วย
ท่านโอโช (Osho : มหาปราชญ์ชาวอินเดีย) ก็เคยพูดเอาไว้ว่าวุฒิภาวะของคนจะถึงรอบของมันทุกๆ 7 ปี โดยที่ไม่ได้เชื่อด้วยนะตอนแรก แต่พอมาลองทบทวนดูแล้วมันก็เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองจริง อย่างตอนอายุ 27 เป็นช่วงถามตัวเองเยอะ แต่ก็เป็นเหมือนคำถามตั้งหลักว่าจะทำอะไรต่อไป แล้วก็เลยตัดสินใจทำรายการทีวี
แล้วพอปีที่แล้ว ตอนใกล้จะอายุ 34 คืออุ้มเกิดกลางปีเดือนมิถุนายน สักเมษายนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็คิด...เกิดมาทำไมไม่ทราบ ชีวิตเราสิ่งที่สำคัญมันคืออะไร เราจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ มีความรู้สึกอยากศึกษาเข้าใจตนเอง แล้วก็ถามตัวเองเยอะ...คือคำถามว่า เกิดมาทำไมนี่มันอาจจะฟังดูเหมือนคลิเช่ แต่อุ้มคิดว่าก็เป็นคำถามที่ควรจะเคาะหัวเราทุกคน ไม่อย่างนั้นเกิดมาแล้วก็ใช้ชีวิต แล้วก็ตายไป เหมือนหลับอยู่ตลอดเวลา อุ้มคิดว่าตัวเองคงเหมือนพวกผ่านการฝึกหนัก ต้องเผชิญแรงต้านทานทางสังคมเยอะกว่าบางคนหลายเท่า เพราะฉะนั้นก็อาจจะถึงจุดที่ถามตัวเองเร็ว มองว่าชื่อเสียง เงินทอง บ้าน รถ เราก็มีหมดแล้ว รู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไร เราอยากทำบริษัท อยากมีอะไรเป็นของตัวเอง ก็ทำมาหมดแล้ว มีคนเกือบ 20 คนที่ออฟฟิศ เคยทำรายการทีวี แมกกาซีนก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง มันเลยแบบ... เฮ้ย แล้วยังไงต่อไปเหรอ
ใช้เวลาสองเดือนนั่งทบทวน ผ่านกระบวนการคิดเยอะมากว่าจะเอายังไงต่อไป และได้คำตอบสำคัญที่สุดก็คือ อย่าเพิ่งใช้ชีวิตแบบนี้ อย่าเพิ่งโง่ทำอะไรต่อไปอีก เพราะเรายังไม่รู้จักตัวเอง เราอยู่ด้วยความไม่รู้เยอะ และลองผิดลองถูกจากการคิดเอาเอง ก็เลยคิดว่า หยุด ตอนเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก่อนวันเกิด อุ้มก็เลยเลิกบริษัท (หัวเราะ) เรียกประชุม แล้วก็บอกว่าจากนี้เราเป็นอิสระต่อกัน ใครที่ทำงานด้วยกันได้ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ เป็นฟรีแลนซ์ และปรับโมเดลแมกกาซีนให้เป็นพ็อกเก็ตบุ๊ค และลดต้นทุนทุกอย่าง คนเราควรจะลดต้นทุนของชีวิตให้ต่ำที่สุด เพราะเราต้องไม่ประมาท เพราะฉะนั้นการที่เราหยุด และทำอะไรที่น้อยลง เล็กลง ก็เพื่อให้เราได้ให้เวลากับตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะเหมือนถีบจักร
ในช่วงครึ่งปีหลังจึงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องจัดการเคลียร์บริษัท คือการทำอะไรแบบนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ตัดได้ง่ายนะคะ มันมีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก แต่เราก็ยังรู้สึกดีแล้วที่หยุด ตั้งสติ ค่อยๆ เคลียร์ไปจนกระทั่งเสร็จสิ้น หันมาทำธุรกิจในสเกลที่เล็กลงมากและเหมาะสม แล้วก็ยังได้ไปวิปัสสนา
ถึงแม้จะไม่ใช่การไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก แต่การได้ไปวิปัสสนากับสำนักโกเอ็นก้า ศูนย์ฯ ธรรมกาญจนา จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเดินทางเข้าไปภายในจิตใจตนครั้งสำคัญ และทำให้ชีวิตได้ทำความรู้จักกับความสงบสุขอย่างแท้จริง
คำว่า ปฏิบัติธรรม สำหรับบางคนอาจจะมีทัศนคติบางอย่างปนเข้ามา แต่อุ้มคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของการผิดหวังแล้วไปหาความสงบ ไม่ใช่เลย ในห้องปฏิบัติกรรมฐานมันเป็นยิ่งกว่าสนามรบ ยากกว่าที่เราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันนี้อีก เพราะฉะนั้นการที่คนบางทีไม่รับคำว่าปฏิบัติธรรม เพราะบางคนไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเผชิญกับตนเอง และหลบเลี่ยงไปด้วยการเอาสิ่งอื่นกลบไว้ เอางานมากลบความว้าวุ่นบางอย่าง แล้วก็บอกว่างานคือสาระของชีวิต ต้องทำเพื่อให้มีอะไรบางอย่างยึดเกาะ หรือเอาการสนใจชีวิตคนอื่นมากลบการทำความเข้าใจชีวิตตนเอง อุ้มคิดว่าการที่คนสนใจเรื่องใครเป็นอะไรกัน ใครทำอะไร เป็นแค่การกลบเกลื่อนการกลับเข้ามาดูตัวเอง ไปสนใจคนอื่นซะ คุณจะได้ไม่ต้องสนใจตัวเองไง ซึ่งเราก็จะตายไปแบบเฉาๆ แบบเสียชาติเกิด เพราะเราอุตส่าห์ได้โอกาสในการเกิดมาแล้วนะ
รอยยิ้มรื่นในดวงตาคู่สวยของสิริยากรอาจช่วยยืนยันได้ดีว่า ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงที่นำความพอดีมาสู่ชีวิต ตื่นเช้าขึ้นมามีความสุขอย่างผ่อนคลาย แล้วพอนึกย้อนกลับไป โห ก่อนหน้านี้เราทำมากขนาดนั้นไปได้อย่างไรนี่ โคตรเหนื่อยเลย ทุกวันนี้ทำงานที่บ้าน ทำพ็อกเก็ตบุ๊คโดยไม่ต้องมีออฟฟิศ เล่มหนึ่งใช้คนไม่เกิน 5 คน แล้วก็ทำได้ ออกมาก็ขายดี เบรกอีเวนท์เร็วมาก ก็แสดงว่าเป็นโมเดลที่เหมาะสมกับกำลังของตัวเอง มีความสุข สนุกมาก และทำอะไรเอง อุ้มคิดว่าการพึ่งตนเองให้ได้มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะคะ
นอกจากนี้ก็ยังไปช่วยงานโน่นนั่นนี่ ได้เริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นๆ อย่างช่วงหลังมานี้จะเห็นว่าอุ้มทำโครงการ...แบบที่ไม่ได้ค่าตอบแทน เขาจะเรียกว่าเพื่อสังคมใช่มั้ยคะ เยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะอุ้มคิดว่าถ้าเราเพียงพอแล้ว เราก็ทำไปเลย ด้วยกำลังกาย ด้วยกำลังใจที่มี เพื่อช่วยคนอื่น เพราะถ้าเราไม่เต็ม เราก็ช่วยใครไม่ได้ เรื่องพวกนี้มันต้องถึงจุดหนึ่งก่อนนะคะ และอุ้มเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าเราทำความดี มันจะมีความดีมาให้ทำ มีคนโทรฯ มาเชิญไปโน่นไปนี่เยอะมาก ซึ่งก็ต้องเลือกด้วยว่าอันไหนดีอย่างยั่งยืน อันไหนเราควรที่จะช่วยหรือไม่ช่วย และทุกครั้งไม่ว่าจะทำทานนั้นด้วยเงิน หรือด้วยกำลัง ทันทีที่หลุดจากเราไปแล้วต้องบริสุทธิ์ใจ ถ้าเคลือบแคลงปั๊บ ทานนั้นก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้แล้วก็ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำอะไรรู้มั้ย จัดระเบียบบ้าน เป็นพวก Control Freek อุ้มคิดว่าจริงๆ แล้วเราควรจัดการชีวิตให้รกน้อยที่สุด ทั้งไม่รกแบบ Physical แล้วก็แบบ Mentally ด้วย แต่อุ้มก็ไม่ใช่คนปลงนะ อย่าใช้คำนี้ ก็ยังเป็นอารมณ์แบบว่า ฮึ่ม ได้อยู่ มีทุกอารมณ์ครบ แต่เราเห็น เห็นว่า อารมณ์เสีย (หัวเราะ) เห็นว่า ฮึ้ย เห็นว่า ดีจัง มันเหมือนแยกกันออก ทำให้เราไม่เป็นเจ้าของตัวเองมาก แล้วก็ยังไม่ได้ละทางโลกนะคะ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นบ้า ชอบกลิ่นหอม มีราคะจริตสูงมากกับเรื่องกลิ่น ชอบให้ห้องหอมกรุ่นผสมกลิ่นต่างๆ รูป รส กลิ่นเสียง ชอบฟังเพลง ชอบดูหนัง ยังมีอารมณ์พวกนี้หมด แต่เข้าใจว่า อ๋อ เออ กลิ่นอึกับกลิ่น Lime Basil หรือ กลิ่น Wild Fig มันก็แค่กลิ่น...เหมือนกัน เพียงแต่ฉันชอบ Wild Fig มากกว่านะ
และสำหรับหญิงสาววัย 34 ปีผู้เคยประกาศกับสื่อว่าไม่อยากแต่งงาน ความรักก็เป็นอีกเรื่องที่เธอได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
ชอบมีความรัก แต่ไม่ได้อยากแต่งงาน ขี้รำคาญ ชอบที่คาลิล ยิบราล เคยพูดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความรักว่า ที่จริงแล้วความรักก็เหมือนเสาสองต้น เสาของวิหารยังต้องมีระยะระหว่างกัน อุ้มเคยมีความรักแบบต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลามาแล้ว ก็...เอ๊ะ ไม่ใช่นะ ความรักก็เป็นอีกเรื่องที่ อ๋อ เออ ตอนนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็มีความสุขในระดับหนึ่งเสมอ ไม่ค่อยชอบสุขมากๆ ชอบสุขในระดับหนึ่ง
นอกเหนือจากได้สัมผัสกับความสุขในระดับพอดีๆ แล้ว การค้นพบคำตอบของคำถามเคาะกะโหลกตนเอง เกิดมาทำไม ทำให้เป้าหมายต่อไปของการมีชีวิตอยู่ชัดเจนขึ้น
เกิดมาเพื่อรู้จักตัวเอง แล้วไม่ต้องเกิดอีก อุ้มว่าเป็นคำตอบที่คงจะอยู่ตลอดไป เกิดมาเพื่อไม่ต้องเกิดอีก ถ้ายังใช้เวลาที่เขาให้มาในการยังอ่านหนังสือก๊อซซิปอยู่ (หัวเราะ) ก็น่าเป็นห่วงอยู่นะ แต่อันนั้นสัตว์โลกย่อมมีกรรมเป็นของตัวเอง ไม่รู้สิ You are What You Read นะ อุ้มอาจจะคิดอะไรไม่เหมือนบางคน ก็เป็นแค่ความเชื่อส่วนตัว ไม่ได้บอกว่าความคิดนั้นถูกต้องหรือเปล่า แต่นี่คือสิ่งหนึ่งเลยที่ทำให้อุ้มไม่อยากเล่นละครแล้ว เพราะละครทำให้คนมีโมหะ มีความหลงสูงมากๆ อุ้มจะทำให้คนวุ่นวายสนใจอยู่กับเรื่องพวกนี้ ทั้งที่ความจริงมันก็แค่ละครเรื่องหนึ่ง แต่ต้องบอกว่าการที่ได้เคยเล่นละครมาก็มีคุณประโยชน์บางอย่าง ต้องขอบคุณสิ่งนั้นที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ได้
และด้วยความเป็นคนดังนั่นเองที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกจับตามอง และเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากก็คือการเข้ามารับหน้าที่โฆษกให้กับผู้สมัครอิสระ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศักดิ์ ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งที่เป็นโมฆะไปเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว
ตอนนั้นเป้าหมายของการเข้าไปช่วย คิดแค่ว่าอยากช่วยให้ดร.แดน ได้เป็นผู้ว่ากทม. เพราะท่านเป็นผู้สมัครพรรคอิสระ และสนามกรุงเทพฯ อาจเป็นโอกาสเดียวที่ผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรค คือถ้าเป็นระดับประเทศนี่ไม่ต้องพูดกัน เพราะมันเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ไม่ได้ช่วยเพราะอุ้มอยากจะเล่นการเมืองหรืออะไร ไม่เกี่ยว เพียงแต่นี่เป็นพาร์ทหนึ่งของการได้มาซึ่งอำนาจ ก็ต้องผ่านกระบวนการทางการเมือง แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือหากท่านได้เข้าไปเป็นผู้ว่ากทม. จริงๆ สิ่งที่ท่านนำเสนอหลายเรื่อง ถ้าลองพิจาณาดูดีๆ มันแจ๋วมากเลย เป็นประโยชน์ต่อคนกรุงเทพฯ และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีคนบอกว่า แหม อุดมคติจัง ซื่อจัง คิดเหรอว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้ คือการเมืองมันก็เป็นการเมือง เป็นแค่เรื่องอำนาจกับผลประโยชน์ แต่อุ้มคิดว่าทุกแรงที่ลงไปมันไม่สูญเปล่าหรอก ถึงแม้ว่ามันอาจจะเกิดผลบ้าง ไม่เกิดผลบ้าง แต่ไม่ช้าก็เร็ว ความชั่วร้ายจะทำลายตนเอง หรืออ่อนกำลังลงไป และคงมีโอกาสให้สิ่งดีเกิดขึ้นได้บ้าง อุ้มยังเชื่อเช่นนั้น และคิดว่าเราทุกคนก็ควรมีบทบาทบางประการในการดูแลบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่โดยพอถึงวันเลือกตั้งออกไปกากบาท การศึกษา พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็เป็นบทบาททาง การเมืองที่สำคัญ
ว่ากันว่า วังวนบางอย่างก็เย้ายวนและดึงดูด จนอดกังขาไม่ได้ถึงอนาคตความน่าจะเป็นในการก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว
อุ้มไม่สนใจการเมืองภาพใหญ่เลย ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาคุยเรื่อยๆ นะ ก็ไม่สนใจเลย แต่จะไม่มีการฟันธงอะไรทั้งนั้นนะคะ อ่านบทสัมภาษณ์นี้จบก็ลืมมันไปซะเถอะ เพราะมันเป็นบทสัมภาษณ์เกิดขึ้นตอนนี้ อุ้มในอีกสองเดือนข้างหน้าก็อาจจะเปลี่ยนความคิดไปอีก อย่าไปตีตราว่า เราต้องเป็นอย่างนี้ตลอดจนลงโลงไป เดี๋ยวบางคนจะบอก เอ้า...ไหนตอนนั้นเคยพูดไว้อย่างนั้นไง แต่ขอโทษนะสถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งเลยอุ้มคิดว่ามันคงไม่ได้ completely เปลี่ยน นั่นคืออุ้มอยากจะทำอะไรก็ได้ให้ยังประโยชน์สูงสุด
ด้วยความตั้งใจดังกล่าว จึงทำให้อุ้มพาตัวเองเข้าไปเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานบุญเพื่อหารายได้จำนวน 50 ล้านบาทให้กับวัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับใช้ในการก่อสร้างหอปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็จะสามารถรองรับผู้มาปฏิบัติธรรมได้ทั้งองค์กร และนั่นหมายถึงคนจำนวนมากรุ่นแล้วรุ่นเล่าจะมีโอกาสได้พบกับธรรมะ จึงเป็นที่มาของ โครงการน้ำจิต-น้ำใจ จัดทำน้ำดื่มออกจำหน่ายในราคาคู่ละ 20 บาท (ขวดละ 10 บาท) ที่ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายนโดยประมาณ
จริงๆ แล้วอุ้มชอบเป็นโปรดิวเซอร์นะ ชอบจัดการโน่นนี่ ก็นั่งลิสต์เลยว่าจะต้องมีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง อะไรต้องมาก่อน แล้วก็ไล่โทร.ทีละอัน เริ่มจากไปขอให้พี่สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์ คิดชื่อน้ำให้ ก็ได้ชื่อมาว่า น้ำจิต น้ำใจ ซึ่งเป็นชื่อโครงการได้ด้วย จากนั้นก็โทร.หา บริษัทกราฟิกดีไซน์ ถ้าพี่ไม่กลัวเจอหนูอีกชาติหน้าก็ช่วยออกแบบฉลากให้หน่อย แล้วที่ขำคือโทร.ไปหาพระอาจารย์ ขอให้ช่วยเขียนข้อความที่จะอยู่ข้างขวดให้หน่อยได้มั้ยคะ พระอาจารย์ก็ตอบมาว่า copy น่ะเหรอคุณโยม (หัวเราะสนุก) สิ่งที่ทำทั้งหมดก็มาจากประสบการณ์ของเรานี่ล่ะ ตอนทำบ้านอุ้มลิฟวิ่งเดย์ เคยทำน้ำดื่ม ก็เลยรู้ว่าการทำน้ำต้องทำยังไง ทำให้เรา พบว่าบางทีถึงจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในอะไร แต่ก็ได้เรียนรู้เยอะมาก ทุกอย่างมันสร้างต้นทุนความรู้ แล้วก็นำกลับมาใช้ได้หมดเลย
และเมื่อปีใหม่มาเยือน แผนชีวิตที่วาดไว้จะเป็นอย่างไรต่อไป อุ้มตอบได้เพียงว่าสำนักพิมพ์ OOM ก็ยังคงมีแผนออกหนังสืออีกหลายเล่มภายใต้กำลังกายและกำลังเงินที่พอเหมาะพอเพียง
ปีนี้จะอายุ 35 แล้ว ลองนึกดูนะคะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตอนอายุ 35 ท่านใช้เวลาอีกที่เหลือจนอายุ 80 ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นช่วงเวลา 45 ปีที่ยังอีกยาวไกล เราเองก็ยังทำอะไรได้อีกเยอะเลย เพียงแต่สำหรับอุ้มความทะเยอทะยานส่วนตัวเอง ชื่อเสียง เงินทอง มันไม่ได้เป็นไปในทางโลกแล้ว ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องมีชื่อเสียงเพื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสัก 10 ตัว เพื่อให้ได้เงินมาเยอะๆ นั่นไม่ใช่เป้าหมายในชีวิต เพราะอย่างที่บอกว่าเป้าหมายในชีวิตคือการหลุดพ้นไปเลย แล้วอุ้มก็อธิษฐานให้ทุกคนหลุดพ้นให้หมด คือนอกจากขอให้สุขภาพแข็งแรง เดี๋ยวนี้ก็อธิษฐานเพิ่มด้วยว่าขอให้ทุกคนได้พบธรรมะ และหลุดพ้นกันให้หมด ดีกว่าอีก ส่วนแผนการอื่นๆ นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจะมีอะไรเข้ามาเอง บางทีเราก็ยังไม่รู้หรอก
เป็นคำตอบจากคนที่รู้จัก และเข้าใจตนดีพอ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอะไรจะผ่านเข้ามาก็พร้อมรับเสมอ อย่างเรื่องสุขภาพ ก่อนหน้านี้เข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด เชื่อมั้ย ที่ผ่าตัดเพราะต่อมน้ำเหลืองโต แล้วหมอสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือเปล่า วันที่ได้ยินหมอพูดแบบนี้ คิดเดี๋ยวนั้นเลยว่า ตายก็ตาย ถ้าตายปุ๊บ เกิดใหม่ ฉันจะปฏิบัติธรรมต่อทันที ถ้าชีวิตนี้มีเวลาแค่นี้ที่ให้ได้ทำ ชีวิตหน้าก็ทำต่อ จบ
การได้พบธรรมะ การปฏิบัติธรรม มันทำให้เราเผชิญกับอะไรต่อมิอะไรแบบนี้ได้ แต่ก็มีนะคะวันที่แบบ...ร้องไห้เลย กลัว เพียงแต่ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นคือ อืม เลวร้ายที่สุดคืออะไร แล้วก็เห็น...เห็นก่อน แต่สุดท้ายผลตรวจออกมาปรากฏว่าไม่เป็นอะไร อาจเป็นเพราะภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ต่อมน้ำเหลืองมันก็เลยโต ตอนนี้ก็ดูแลตัวเองต่อไป กินผักผลไม้เยอะมาก ออกกำลังกาย ทำวิปัสสนา ก็สบายใจดี
เมื่อได้ค้นพบแล้วถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ ระยะทางอีกกว่าครึ่งชีวิตที่เหลือก็คงไม่ยากเย็นเท่าไร เพียงแค่เดินไปตามเส้นทางของการรู้จักใจตน โดยไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่แบ่งปัน
ขอขอบคุณ นิตยสาร Women Plus
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)