วันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

พัฒนาผักไฮโดรโพนิคส์ แม่โจ้ก้าวหน้านำปลูกบน ไม้ไผ่


“ไฮโดรโพนิคส์” เป็นเทคนิคการปลูกพืชในรูปแบบหนึ่ง...ซึ่งไม่ใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลักเหมือนทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่มักถูกปรับใช้กับสภาพข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือปัญหาสภาวะแวดล้อม

...ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่มีสภาพปัญหาเรื่องดินเลว หรือ แหล่งน้ำไม่สมบูรณ์ จึงมีการออกแบบโรงเรือน และระบบการใช้น้ำ รวมถึงวิธีการควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้แก่พืชได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของพืชแต่ละชนิด

นักวิจัยด้านการเกษตร ได้สร้างวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้แห่ง ศาสตร์ของเกษตร สามารถปลูกพืชไฮโดรโพนิคส์ แบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ การปลูกพืชในสารละลาย (Water Culture) ปลูกพืชในวัสดุปลูก (Sub strate Culture) และ ระบบปลูกให้รากลอยอยู่กลางอากาศ (Aeroponics)

รศ.ดร.เทพ พงษ์พานิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ บอกว่า ทีมงานวิจัยได้พยายามศึกษาเปรียบเทียบการปลูกพืชทั้ง 3 แบบนี้ เพื่อต้องการให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและลดต้นทุนการผลิต โดยร่วมมือกับ โครงการหลวง สร้างชุดสาธิต...ปลูกผัก ไฮโดรโพนิคส์ขนาดใหญ่ มีความสูงกว่า 3 เมตร ซึ่ง ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใช้ไม้ไผ่ที่นำมาจาก สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆมาร่วมออกแบบระบบ เพื่อเน้นให้เห็นว่าสามารถใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาประยุกต์เพื่อประหยัดต้นทุนโรงเรือน และนำไปใช้ได้จริงในระดับครัวเรือนชุมชน เมื่อ ปลูกผักแล้วนำมาบริโภคเองอย่างปลอดภัยสอดคล้องกับ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นอย่างดี

รศ.ดร.อานัฐ ตันโช หัวหน้าโครงการปลูกพืชไฮโดรโพนิคส์ กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักคิดว่า

ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนไฮโดรโพนิคส์มีราคาสูง หากเทียบเปรียบกับการปลูกพืชในดินตามปกติ อีกทั้งผู้ปลูกจะต้องมีความรู้ ด้านการจัดการและเทคโนโลยีที่สูงกว่า ทั้งที่จริงแล้วเป็น การควบคุมใช้ธาตุอาหารของพืช ได้ง่ายกว่าการปลูกในดิน สามารถควบคุมผลผลิตและระยะเวลาได้ ค่อนข้างแน่นอน ทำให้ ผลผลิตของไฮโดรโพนิคส์ ออกเร็วกว่าการปลูกในดินประมาณ 1 สัปดาห์ และยังช่วยลดค่าแรงงานในการเตรียมแปลงปลูก ไม่ต้องเสียค่ารถไถ และ ค่ากำจัดวัชพืช หากต้องการปลูกเพื่อการค้าควรมีการศึกษาตลาดผู้บริโภคหรือปลูกพืชชนิดที่ไม่ค่อยมีวางจำหน่ายในท้องตลาด

หัวหน้าโครงการปลูกพืชไฮโดรโพนิคส์ กล่าวอีกว่า คำแนะนำสำหรับบางคนที่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสารตกค้าง วิธีรับประทานผักไฮโดรโพนิคส์ ไม่ว่าจะเป็นผักที่ซื้อมาหรือปลูกเองจากแปลง ให้นำผักไปแช่น้ำทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ผักจะอิ่มตัวแล้ว คายสารที่ตกค้างออกมาได้หมด ทำให้สามารถบริโภค ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีรายละเอียดให้ท่านที่สนใจด้วยเช่นเดียวกัน

และนอกจากชุดสาธิตไม้ไผ่ขนาดยักษ์แล้ว ทีมงานวิจัยยังสร้างชุด ปลูกผักโฮโดรโพนิคส์ขนาดเล็ก จากไม้ไผ่ฝีมือของนักศึกษาใน ราคาต้นทุนไม่เกิน 500 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญยินดีให้ความรู้ และสอนวิธีการปลูกให้สามารถนำกลับไปปลูกที่บ้านได้ ดังนั้นหากต้องการปลูกผักกินเองก็สามารถซื้อชุดปลูกผักสำเร็จรูป ในแบบราคาย่อมเยานี้ไปปลูกหลังบ้านก็ได้เช่นกัน เพราะโรงเรือนไฮโดรโพนิคส์สามารถปลูกผักได้ทุกชนิดเหมือนการปลูกผักในดิน ทั้งผักพื้นบ้าน และ ผักเมืองหนาว ที่นำมาสาธิต เช่น ผักกาดแก้ว เนื่องจากเป็นที่นิยมในเมนูอาหารเพื่อสุขภาพอย่างสลัดผักนานาชนิด


ใครสนใจต้องการชมชุดปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ จากไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กริ๊งกร๊าง โดยตรงที่ รศ.ดร.อานัฐ ตันโช หัวหน้ากองทุนปุ๋ย อินทรีย์และไฮโดรโพนิคส์ มูลนิธิโครงการหลวง ภาควิชาทรัพยากรดินและสิ่งแวดล้อม คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 0-5387-3490 ต่อ 117,08-9956-9830 หรือคลิกที่ www.maejohydroponics.org

ขอขอบคุณ ข่าวการเกษตร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันอังคารที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

ผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ พด.อบรมฟรีทั่วประเทศ


นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ปัจจุบันปริมาณขยะเพิ่มขึ้น น้ำทิ้งจากชุมชนลงแหล่งน้ำธรรมชาติและการทำปศุสัตว์ กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญส่งผลให้เกิดน้ำเสียและส่งกลิ่นเหม็น ที่ผ่านมา กรมได้ทำการวิจัยด้านจุลินทรีย์และมีผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. เพื่อใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจึงส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตรวมถึงลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีตลอดจนใช้เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นในคอกเลี้ยงสัตว์หรือบำบัดน้ำในบ่อเลี้ยงปลา

ดังนั้น กรมจึงต้องการขยายผลการดำเนินงานที่มุ่งเน้นไปในกลุ่มประชาชนในเขตชุมชน เพื่อช่วยลดปัญหาขยะในชุมชนเมืองเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งกรมฯได้เปิดฝึกอบรมในหลักสูตร การผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นโดยใช้สารเร่ง พด.ขึ้น โดยตั้งเป้าอบรมหลักสูตรนำร่องรวม 4 รุ่น ขณะนี้อบรมแล้ว 2 รุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆจำนวนมาก ซึ่งจะเปิดอบรมในรุ่นต่อไป ผู้สนใจสอบถามที่ 0-2579-8515, 0-2579-0679

“นอกจากนี้ กรมฯยังมุ่งหวังว่าจะช่วยให้เกิดการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและใช้น้ำหมักชีวภาพเพิ่มขึ้นในแต่ละชุมชน สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกเดินทางแต่ในชุมชนมีผู้สนใจสามารถรวมตัวกันติดต่อมายังกรมฯจะส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ถึงชุมชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ” นายฉลองกล่าว.

ขอขอบคุณหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

คุยกันเรื่อยเปื่อย1


วันนี้ผมคงไม่โพสต์ข้อความอะไรมากเพียงแค่อยากบอกเล่าอะไรนิดหน่อย
ทุกวันนี้ การดำเนินชีวิตนั้นแสนยากผิดพลาดอะไรแทบไม่ได้รับโอกาสให้แก้ตัวจากสังคมเลยเพราะฉะนั้นเราต้องไม่ประมาทกับการดำเนินชีวิตแม้ซักวินาทีเดียวต้องมีสติรอบคอบ เพราะทุกๆอย่างที่เราก่อร่างสร้างขึ้นมาก็พร้อมที่จะมลายหายไปจากเราทันที
ฐานะทางสังคมก็เช่นกัน ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งวัดค่าของเรา จะต่ำจะสูงก็ดูที่เงิน!!! ใครมีเยอะใครใช้เยอะเพื่ออะไรถ้าไม่ใช่เพื่อหน้าตาทางสังคมหรอกหรือ??? แต่ยังไงซ่ะก็ขอให้เชื่อไว้ว่า"ประหยัดและอดออมคือสิ่งที่ดีที่สุด"
แต่ถ้าเราประหยัดไม่ได้ล่ะจะทำอย่างไร วันหลังผมจะมาคุยเรื่อยเปื่อยให้อ่านนะครับ